๐๑-เรื่องพระโกศและโกศบรรพชน อนุสติ ภาพแห่งความภาคภูมิใจที่เหลือไว้เพียงความทรงจำ

 

อนุสติ ... ภาพแห่งความภาคภูมิใจที่เหลือไว้เพียงความทรงจำ

ภาพโต๊ะหมู่บูชาพระอัฐิและอัฐิบรรพชน ซึ่งล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ทรงให้จัดขึ้นภายในจวนเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช คราวเดียวกับงานสวดพระอภิธรรมศพเจ้าจอมมารดาน้อยใหญ่ และ ม.ร.ว.หญิงดาวเรือง ท่านป้าและท่านแม่ของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีธรรมราช (หนูพร้อม ณ นคร) เพื่อบำเพ็ญพระกุศลพระอัฐิและอัฐิบรรพชนของตระกูล เมื่อครั้งล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ทรงเสด็จมาเมืองนครศรีธรรมราช เป็นครั้งที่ ๕ ระหว่างวันที่ ๓ - ๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๔๘ ซึ่งภาพนี้ถูกบันทึกไว้ในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๔๘ ณ หอนั่ง จวนเจ้าเมืองเดิม (บริเวณศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราชปัจจุบัน)

ลำดับที่ ๑ พระอัฐิล้นเกล้าล้นกระหม่อม กรมพระราชวังบวรสถานมงคลมหาศักดิพลเสพ โกศทองคำลงยามีฐานระย้าแก้ว (กรมพระราชวังบวรสถานมงคลมหาศักดิพลเสพ หรือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ พระราชโอรสลำดับที่ ๑๗ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประสูติแต่เจ้าจอมมารดานุ้ยใหญ่ ธิดาคนแรกของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) กับคุณชุ่ม ธิดาเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) หรือ พระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) สมัยธนบุรี เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว)

ลำดับที่ ๒ พระอัฐิเสด็จธรรมราช โกศโถทรงขันกาไหล่ทองคำ (เสด็จธรรมราช หรือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปัทมราช พระราชธิดาพระองค์ที่ ๑๕ ในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ประสูติแต่เจ้าจอมมารดานุ้ยเล็ก ธิดาคนที่สองของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) กับคุณชุ่ม ธิดาเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) หรือ พระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) สมัยธนบุรี

ลำดับที่ ๓ พระอัฐิเสด็จเฉลิมวงศ์ โกศทองคำแปดเหลี่ยมลงยามีฐานไม้ปิดทอง (เสด็จเฉลิมวงศ์ หรือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมวงศ์ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๔๒ ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อยใหญ่ ธิดาคนแรกของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) กับท่านผู้หญิงอิน ศรีธรรมมาโศกราช

ลำดับที่ ๔ อัฐิท่านเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) โกศกาไหล่ทองใหญ่อย่างเก่า

ลำดับที่ ๕ อัฐิคุณจอมมารดาใหญ่ในล้นเกล้าล้นกระหม่อม กรมพระราชวังบวรฯ โกศกาไหล่ทองคำ (คุณจอมมารดาใหญ่ในล้นเกล้าล้นกระหม่อม กรมพระราชวังบวรฯ คือ เจ้าจอมมารดานุ้ยใหญ่ ธิดาคนแรกของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) กับคุณชุ่ม ธิดาเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) หรือ พระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) สมัยธนบุรี)

ลำดับที่ ๖ อัฐิคุณจอมมารดานุ้ย ในเสด็จธรรมราช โกศกาไหล่ทองคำ (คุณจอมมารดานุ้ย ในเสด็จธรรมราช คือ เจ้าจอมมารดานุ้ยเล็ก ธิดาคนที่สองของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) กับคุณชุ่ม ธิดาเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) หรือ พระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) สมัยธนบุรี

ลำดับที่ ๗ อัฐิพณหัวเจ้าท่านเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อยคืนเมือง) โกศทองคำจำหลักลาย

ลำดับที่ ๘ อัฐิท่านข้างใน คือ เจ้าคุณหญิงอิน โกศกาไหล่ทอง (ท่านข้างใน คือ เจ้าคุณหญิงอิน หรือ ท่านผู้หญิงอิน ศรีธรรมาโศกราช ท่านผู้หญิงของท่านเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย))

ลำดับที่ ๙ อัฐิคุณหญิงใหญ่ โกศถมยาดำตะทอง (หรือ คุณหญิง มารดาท่านเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์))

ลำดับที่ ๑๐ อัฐิคุณน้อยหญิง โกศถมยาดำตะทอง (หรือ คุณชี พี่สาวท่านเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์))

ลำดับที่ ๑๑ อัฐิท่านเจ้าพระยามหาศิริธรรม (น้อยใหญ่) ผู้รักษากรุงเก่า โกศกาไหล่ทองคำ (บุตรคนใหญ่ ของท่านเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) กับท่านผู้หญิงอิน ศรีธรรมาโศกราช)

ลำดับที่ ๑๒ อัฐิท่านเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง) โกศทองคำจำหลักลาย (บุตรคนกลาง ของท่านเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) กับท่านผู้หญิงอิน ศรีธรรมาโศกราช)

ลำดับที่ ๑๓ อัฐิท่านพระยาเสน่หามนตรี (น้อยเล็ก) โกศกาไหล่ทองคำ (บุตรคนเล็ก ของท่านเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) กับท่านผู้หญิงอิน ศรีธรรมาโศกราช)

คุณพร้อม ณ นคร
ประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิสกุล ณ นคร และสายสัมพันธ์
ชั้นที่ ๖ ธิดา คุณกลั่น ณ นคร
หลานปู่ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีธรรมราช (หนูพร้อม ณ นคร)

(((บทความเรียบเรียงใหม่))) จากบทความเดิมในหนังสือ “พระกฐินพระราชทาน” นางสาวพร้อม ณ นคร ประธานมูลนิธิสกุล ณ นคร และสายสัมพันธ์ ทอด ณ วัดแจ้ง ถนนราชดำเนิน ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช วันอาทิตย์ที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ และหนังสือ “พร้อมรำลึก” อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นางสาวพร้อม ณ นคร ณ เมรุวัดท่าโพธิ์วรวิหาร ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช วันเสาร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๔

ร่างหนังสือฉบับนี้ ท่านเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีธรรมราช (หนูพร้อม ณ นคร) เขียนถวายเสด็จพระองค์กลาง (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ พระราชโอรสพระองค์ที่ ๒๘ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ที่ ๓ ใน สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เป็นพระราชอนุชาร่วมพระครรโภทรในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรัสเรียกว่า “ท่านกลาง” ต้นราชสกุล จักรพันธุ์)

วันที่ ๑๒ ธันวาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)

ขอพระราชทานกราบทูลทราบฝ่าพระบาท

ข้าพระพุทธเจ้าได้ทราบเกล้าฯ โดยกระแสรับสั่งให้กราบทูล พระนามพระอัฐิ และอัฐิต้นตระกูลว่า ท่านองค์ใดประจุโกษอย่างไร พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้

พระอัฐิต้นตระกูลที่รักษาบูชาอยู่ในบ้านต่อมาถึงสมัยนี้

ที่ ๑ อัฐิท่านเจ้าพระยานคร (พัฒน์) โกษกาไหล่ทองใหญ่อย่างเก่า

ที่ ๒ พระอัฐิล้นเกล้าล้นกระหม่อม กรมพระราชวังบวรสถานมงคลมหาศักดิพลเสพ โกษทองคำลงยา มีถานระย้าแก้ว

ที่ ๓ พระอัฐิเสด็จเฉลิมวงษ์ โกษทองคำแปดเหลี่ยมลงยา มีถานไม้ปิดทอง สองพระโกษนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานออกไป ได้ทราบเกล้าฯ ด้วยท่านใหญ่เล่าว่าเมื่อล้นเกล้าล้นกระหม่อมกรมพระราชวังบวรฯ ทรงพระประชวนอยู่นั้น ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาต่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ส่งพระอัฐิพระองค์ท่านออกไปไว้ที่เมืองนคร พระราชทานไปกับท่านเจ้าคุณปู่ พระอัฐิเสด็จเฉลิมวงษ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า พระอัฐิล้นเกล้าล้นกระหม่อม กรมพระราชวังบวรฯ ก็ได้ออกไปอยู่ที่เมืองนครแล้ว พระอัฐิเสด็จเฉลิมวงษ์ พระราชทานให้ไปอยู่ด้วยกัน พระราชทานออกไปกับเจ้าคุณบิดาข้าพเจ้า

ที่ ๔ พระอัฐิเสด็จธรรมราช โกษโถทรงขันกาไหล่ทองคำ โกษนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานออกมากับข้าพเจ้า

ที่ ๕ อัฐิคุณจอมมารดาใหญ่ ในล้นเกล้าล้นกระหม่อม กรมพระราชวังบวรฯ โกษกาไหล่ทองคำ

ที่ ๖ อัฐิคุณจอมมารดานุ้ยเล็ก ในเสด็จธรรมราช โกษกาไหล่ทองคำ

ที่ ๗ อัฐิท่านเจ้าพระยานคร (น้อยกลาง) โกษทองคำจำหลักลาย

ที่ ๘ อัฐิท่านข้างใน คือ เจ้าคุณหญิงอิน โกษกาไหล่ทอง

ที่ ๙ อัฐิเจ้าพระยานคร (น้อย) โกษทองคำจำหลักลาย

ที่ ๑๐ อัฐิท่านเจ้าพระยามหาศิริธรรม ผู้รักษากรุงเก่า โกษกาไหล่ทองคำ ท่านเล็กส่งออกไป

ที่ ๑๑ อัฐิคุณน้อยหญิง โกษถมยาดำตะทอง

ที่ ๑๒ อัฐิท่านพระยาเสน่หามนตรี โกษกาไหล่ทองคำ

รวม ๑๒ โกษ แต่อัฐิท่านเล็กนั้นหาได้ส่งไปเมืองนครไม่

ฯ ล ฯ

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

หมายเหตุ : ร่างนี้ได้เชิญมาพิมพ์เฉพาะเรื่องพระโกศและโกศเท่านั้น

เกี่ยวกับเรื่องพระโกศและโกศนั้น คุณพร้อม ณ นคร อดีตประธานผู้ก่อตั้ง มูลนิธิสกุล ณ นคร และสายสัมพันธ์ เล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๐ อันเป็นปีที่ท่านเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีธรรมราช (หนูพร้อม ณ นคร) ถึงแก่อสัญกรรม ทายาทของท่านได้พร้อมใจกันน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินอันเป็นจวนที่พํานักของท่านบิดา และงาช้างงามๆ หลายคู่ แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามที่ท่านบิดาเคยปรารภไว้ (คือที่ที่เป็นศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน ส่วนงาช้างที่ถวายก็ยังคงตกค้างอยู่ที่ศาลากลางจนทุกวันนี้) ในจวนมีหอพระเป็นที่บูชาพระอัฐิและอัฐิของต้นตระกูลประดิษฐานอยู่ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเวลานั้นทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และเป็นองค์ผู้จัดการมรดกของเจ้าเมือง ได้ทรงออกความเห็นว่า ควรสร้างหอพระเสียใหม่ โดยใช้เงินทุนของทายาทเชื้อสายเจ้าพระยานคร ชักมาเป็นกองกลางก่อนแบ่งสมบัติ เมื่อสร้างเสร็จแล้วด้านหน้าเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์อันเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองที่สักการบูชาของภาคใต้ ส่วนด้านหลังเป็นที่ไว้พระโกศและโกศ (ตามรายพระนามและนามดังที่ได้เชิญร่างหนังสือบางส่วนของท่านเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีเขียนถวาย สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระจักรพรรดิพงศ์ ลงมาพิมพ์ไว้ตอนต้นที่แล้ว)

ท่านกลาง ณ นคร ซึ่งเป็นอาของ นายพลเอก เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม ณ นคร) และเป็นน้องหญิงร่วมบิดามารดาของท่านเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีธรรมราช (หนูพร้อม ณ นคร) เป็นท่านสุดท้ายที่เป็นผู้ใหญ่ในตระกูล ได้สืบทอดการทำบุญอุทิศกุศลแด่บรรพชนมาตลอดชนมายุของท่าน เมื่อท่านได้วายชนม์ไปแล้ว หน้าที่นี้จึงได้ตกมาถึงนายพลเอก เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต ผู้เป็นบุตรท่านหนึ่งของท่านเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีธรรมราช ซึ่งต่อไปข้าพเจ้าจะของเรียกตามที่เคยเรียกกันว่า “ท่านเจ้าคุณ” เวลานั้นท่านก็สูงอายุมากแล้ว เพราะอ่อนกว่าท่านกลางผู้เป็นอาไม่เท่าไรนัก ท่านเจ้าคุณจึงได้ใช้สอยข้าพเจ้า (น.ส.พร้อม ณ นคร) ผู้เป็นหลานลูกของน้องชาย ให้ปฏิบัติภารกิจด้านการทำบุญกุศลและดูแลทรัพย์สินของท่านกลางแทนท่าน ข้าพเจ้ากับน้องร่วมบิดามารดาอีก ๓ คน ได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดท่านเจ้าคุณมาตั้งแต่เยาว์วัย เฉพาะข้าพเจ้ากับน้องสาวที่มิได้ออกเรือนไป ๑ คน คงอยู่ตราบจนท่านถึงแก่อสัญกรรม จึงได้รับมรดกตามพินัยกรรมให้ข้าพเจ้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางเมืองนครฯ ของท่านกลาง ทั้งการทำบุญอุทิศกุศลแด่บรรพชนในสกุล ณ นคร ข้าพเจ้าก็ได้รับภาระหน้าที่จัดการสืบมาจนปัจจุบันนี้

สมัยท่านกลางท่านยังอยู่ คราวหนึ่งถูกขโมยลักพระโกศทองคำหลายองค์ไป โดยเทพระอัฐิไว้บนพื้น หลังจากนั้นจึงไม่มีใครกล้านำโกศไปตั้งไว้อีก พระโกศที่เหลือองค์สำคัญที่สุดมีพระโกศทองคำลงยาราชาวดี บรรจุพระอัฐิสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ กับมีพระโกศกาไหล่ทอง โกศถมดำตะทอง ซึ่งท่านกลางได้อัญเชิญบรรจุไว้ในกำปั่นเซฟล่ามโซ่ใส่กุญแจ โดยวางกำปั่นไว้บนเตียงโบราณของเจ้าเมืองนคร เมื่อตกเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าแล้ว ถึงเวลาทำบุญประจำปีก็ต้องไขกุญแจอัญเชิญพระโกศ และโกศออกมาตั้งสักการบูชา เป็นการขลุกขลักและล่าช้า ไม่ค่อยทันเวลาพระสงฆ์จะทำพิธี ปีต่อๆ มาจึงทำบุญโดยที่พระโกศยังคงอยู่ในกำปั่น เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบายใจ เห็นว่าไม่เป็นการสมควร

ต่อมาราวปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ข้าพเจ้าได้กราบเรียนเสนอความเห็นต่อท่านเจ้าคุณว่า ถ้าสร้างเจดีย์บรรจุพระอัฐิไว้จะสะดวกในการทำบุญมากกว่า ท่านก็ว่าเคยเห็นพระปรางค์ที่วัดราชบพิตรฯ นึกชอบแบบอยู่ จึงได้ให้ข้าพเจ้าติดต่อกับ นายอวลวิทย์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ช่างศิลปากร ให้เขียนแบบพระปรางค์มาให้ดู เพราะเหตุที่ห้องในหอพระพุทธสิหิงค์มีความลึกไม่มาก ช่างจึงทำแบบพระปรางค์สามยอดเพียงครึ่งซีกติดฝาผนังเพื่อให้พอเหมาะกับเนื้อที่

เมื่อได้แบบมาตรงตามประสงค์แล้ว ท่านเจ้าคุณก็อนุมัติให้สร้างทันที และสั่งให้ทำเป็นช่องๆ สี่เหลี่ยมผืนผ้าสำหรับบรรจุพระอัฐิ และอัฐิเรียงตามลำดับฐานันดรศักดิ์ แล้วปิดผนึกช่องด้วยหินอ่อนจารึกพระนามและนามท่านเจ้าของอัฐิ เมื่อการก่อสร้างและการบรรจุสำเร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นอันหมดปัญหาในเรื่องอัฐิตั้งแต่นั้นมา ข้าพเจ้าพร้อมด้วยวงศ์ญาติทั้งในสกุล ณ นคร และสายสัมพันธ์ ก็ได้ทำบุญอุทิศเป็นประจำทุกปีด้วยความสบายใจ ยังเหลือแต่เรื่องพระโกศและโกศเปล่าคงใส่กำปั่นเหล็กเก็บไว้ที่หอพระพุทธสิหิงค์ตามเดิม

ต่อมาวันหนึ่งข้าพเจ้าไปทำบุญที่วัดพระบรมธาตุ (วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบัน) ท่านพระครูพุฒิสาร เวลานั้นเป็นรองเจ้าอาวาส และเป็นนักพัฒนาอยู่ ท่านได้ปรารภขึ้นว่าพระวิหารสามจอมชำรุดมาก ใคร่จะบูรณะปฏิสังขรณ์ แต่ยังขาดทุนทรัพย์ประมาณสามหมื่นห้าพันบาท ถ้าได้ทำสำเร็จก็จะเป็นที่ประดิษฐานพระโกศและโกศอันมีค่ายิ่งของต้นตระกูลเจ้าพระยานคร ทั้งรับรองว่าจะดูแลรักษาคุ้มกันอย่างแข็งแรงมิให้เป็นอันตรายเลย ข้าพเจ้าได้ฟังก็เห็นดีด้วย จึงเรียนให้พระครูพุฒิสารเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อจะได้นำไปกราบเรียนท่านเจ้าคุณให้ทราบ ซึ่งท่านก็เห็นสมควรจึงได้มอบเงินให้มาตามจำนวนที่ต้องการ หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ได้มอบพระโกศและโกศรวมทั้งการซ่อมโกศที่ชำรุดด้วยไว้ในความดูแลรับผิดชอบของพระครูพุฒิสาร จำได้ว่าท่านได้เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัดพระบรมธาตุ

เมื่อการบูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารสามจอมเสร็จสิ้นลง ก็ได้อัญเชิญพระโกศและโกศที่ยังเหลือออกจากกำปั่นมาประดิษฐานไว้ที่ห้องกลางของพระวิหารอันมีกำแพงล้อมสามด้าน ด้านหน้าเป็นกระจกใส เพื่อให้ผู้ที่เข้าไปชมและสักการบูชาได้เห็นความงดงามของฝีมือช่างสมัยโบราณ อันหาผู้ที่จะทำได้เสมอเหมือนยากแล้ว ถัดออกมาจากบานกระจกเป็นลูกกรงเหล็กใส่กุญแจปิดกั้นอย่างแน่นหนา

สมัยต่อมาพระครูพุฒิสารซึ่งได้เลื่อนเป็นเจ้าคุณเจ้าอาวาสมรณภาพลง เปลี่ยนเจ้าอาวาสใหม่เป็นองค์ปัจจุบัน เห็นว่าผู้คนพลุกพล่านขึ้น ทราบว่าท่านได้จัดให้มีเณร ๒ องค์ นอนเฝ้าทุกคืน และมีฆราวาสอีก ๑ คน เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลใส่กุญแจห้องชั้นนอกอีกชั้นหนึ่ง

ครั้นเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๒ นี้ หลังจากการทำบุญประจำปีแล้วไม่นาน พระโกศและโกศที่ประดิษฐานไว้ทั้งหมดได้หายไปจากพระวิหารสามจอม ข้าพเจ้าได้รับทราบจากทางวัดพระบรมธาตุด้วยความสลดใจและเสียดายอย่างที่สุด เมื่อไปดูสถานที่ก็เห็นแต่ความแหลกลาญ โกศผะอบที่ใส่อัฐิลูกหลานในสกุลรุ่นหลังๆ ล้มระเนระนาดกลาดเกลื่อนพื้นอยู่ พระโกศและโกศสำคัญหายไปหมด รู้สึกเศร้าสลดและสังเวชใจสุดจะกล่าว สิ่งที่ยังเหลือตกหล่นจากมือโจร ก็มีแต่เศษชิ้นส่วนที่ประกอบโกศเป็นทองคำลงยาราชาวดีชิ้นเล็กๆ ที่ข้าพเจ้าเก็บจากพื้นห้อง ใส่กระเป๋ากลับมาบ้านเป็นอนุสรณ์เพียงชิ้นเดียว

ทางวัดพระบรมธาตุให้ข้าพเจ้าไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช แต่จนบัดนี้เรื่องก็เงียบหายไป ข้าพเจ้าได้แต่ปลงอนิจจัง และน้อมรำลึกถึงพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นเครื่องปลอบใจตนเองว่า ทุกสิ่งย่อมเป็นไปตามกฎแห่งพระไตรลักษณ์คือ อนิจจัง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง เกิดแล้วดับไป มีแล้วหายไป ทุกขัง รูปธรรมนามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น มันเป็นทุกข์ทนยาก อนัตตา สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรถือว่าเราว่าของเรา ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในทุกสิ่ง ยึดมั่นในสิ่งใดต้องเป็นทุกข์ในสิ่งนั้น ยึดมั่นเมื่อใดต้องเป็นทุกข์เมื่อนั้น คิดเช่นนี้ความโทมนัสเสียดายจึงพอจะหักหายไปได้

ขอจบเรื่องโกศและอวสานของโกศไว้แต่เพียงนี้ ส่วนเรื่องการทำบุญอุทิศกุศล ข้าพเจ้าตั้งใจจะปฏิบัติไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ทั้งได้จัดตั้งมูลนิธิของสกุล ณ นคร และสายสัมพันธ์ ไว้แล้วเพื่อให้รับสืบทอดหน้าที่ต่อไป

อนุสติ ... ภาพแห่งความภาคภูมิใจที่เหลือไว้เพียงความทรงจำ

โพสต์ไว้ : วันพุธที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๖๒



Visitors: 6,433